ARTICLE & REVIEW LIST

Article / Review

images/aeaf497f-7a87-4eb8-9418-e37f3f28cbf6.jpg

หลักการซื้อ RAM ง่ายๆ ที่ใครก็เข้าใจได้

Posted 19.04.2020 | รอบรู้เรื่องคอมพิวเตอร์

เชื่อได้ว่าสำหรับนี่แทบเป็นคำถามสำหรับคนที่ต้องการประกอบคอมอัพเกรดคอมมือใหม่ แทบจะทุกคนก็ว่าได้ ว่าการจะซื้อหน่วยความจำแบบ RAM นั้นซื้อแบบไหนดีเป็นคู่ หรือ เป็นคี่ ดี .. ต้องใช้ DDRไหน บัสเท่าไหร่ ยี่ห้อไหน ถ้าหาความรู้เองชาตินี้คงไม่จบไม่สิ้นสักที วันนี้ ComputeAndMore เลยมาเขียนบทสรุปให้ ว่าเลือก RAM ต้องดูที่อะไรให้ซื้อแล้วใช่ ใช้แล้วชอบ

RAM คืออะไร

    RAM หรือ Random Access Memory  เป็นหน่วยความจำหลักที่จำเป็น ซึ่งหน่วยความจำชนิดนี้จะสามารถเก็บข้อมูลได้เฉพาะที่มีไฟฟ้าไหลเข้าไปเลี้ยงภายในวงจรเท่า ถ้าไม่มีไฟฟ้าข้อมูลภายในหน่วยความจำนี้จะหายไปทันที โดยแรมจะมีหน้าที่เก็บชุดคำสั่งและข้อมูลในขณะที่ระบบคอมพิวเตอร์กำลังทำงานอยู่ทั้งในรูปแบบของ Input และ Output โดยการเข้าถึงข้อมูลภายในแรมนั้นจะเป็นการเข้าข้อมูลแบบ Random หรืออธิบายง่ายๆ CPU สามารถเข้าถึงทุกส่วนหน่วยความจำหรือพื้นที่เก็บข้อมูลได้โดยตรงนั่นเอง โดยยิ่งถ้าแรมมีความเร็วในการส่งถ่ายข้อมูลมากก็จะทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้ไวยิ่งขึ้น โดยขนาดของแรมในปัจจุบันนิยมมักระบุค่าด้วยหน่วย GB นั่นเอง

DDR คืออะไร ?

    DDR หรือ Double Data Rate RAM ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความเร็วในการรับส่งข้อมูลระหว่างโปรแกรมคอมพิวเตอร์และหน่วยประมวลผลกลางของคอมพิวเตอร์นั่นเอง โดยปัจจุบันนี้มี DDR RAM ทั้งหมด 4 รุ่น แต่เราจะพูดถึงรุ่นที่ยังมีการใช้งานในปัจจุบันคือ DDR3 และ DDR4 นั่นเองโดย DDR3 เริ่มใช้งานมาตั้งแต่ปี 2007 มีความเร็ว Bus สูงสุดที่ 2133 Mhz ( แต่ไม่ใช่ว่าใช้ได้ทุกบอร์ด รองรับแค่ในบอร์ดรุ่นสูงๆ เท่านั้น ) และ ถูกแทนที่ โดย DDR 4 เมื่อปี 2017 โดยที่ DDR4 มีความเร็วพื้นฐานอยู่ที่ 2133 Mhz นั่นเอง และสามารถดันได้สูงสุดถึง 4000 Mhz ในบอร์ดระดับสูงๆนั่นเอง และ ในอนาคตจะมีเทคโนโลยีที่ใหม่กว่าเช่น DDR5 เข้ามาแทนที่เพื่อทำให้คอมพิวเตอร์นั้นส่งถ่ายข้อมูลกันได้ไวขึ้นอีกนั่นเอง

Dual Channel หรือ Single Channel แบบไหนดีกว่ากัน

    หลายคนคงสงสัยเอ๊ะ มันคืออะไร มันคือการทำงานของแรมแบบเดี่ยวหรือแบบคู่นั่นเองหลายๆคน จะชอบพูดกันว่าการทำงานแบบเดี่ยวหรือคู่เนี่ยมันไม่ต่างกันหรอก ไม่จริงเสมอไป ครับการทำงานของแรมที่สเป็คใกล้เคียงกันแต่การทำงานของ Dual Channel นั้นมีผลดีกว่าแบบ Single Channel เสมอ เนื่องจากการทำงานของ CPU กับ  RAM นั้นสัมพันธ์กันครับ เปรียบได้กับการส่งข้อมูลเข้าสู่กระบวนการทำงาน CPU จะส่งข้อมูลการใช้งานรอประมวลผลไปพักไว้ที่แรม ถ้าเรามีแรมตัวเดียว Process งานก็จะไปรออยู่ที่แรมตัวเดียว แต่ถ้าเรามีแรมเป็นคู่ก็จะทำอัตราของการส่งถ่ายข้อมูลนั้นทำเป็นคู่กันไม่ได้กระจุกในช่องทางเดียว  ทำให้การใช้งานของตัว RAM นั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง แล้วยิ่งถ้าเราใช้ Quad Channel หรือ RAM 4 ตัวนั้นก็จะยิ่งส่งผลให้ตัวคอมพิวเตอร์นั้นไวขึ้นไปอีกนั่นเองครับ สังเกตได้จากผลทนลองเล่นเกมด้านล่างคลิปนี้ครับ

https://www.youtube.com/watch?v=kCg7eVN6N9w

 ขอบคุณคลิปจากทาง Youtube  : Channel Testing Games 

สังเกตจากคลิปข้างต้นจะเห็นว่า FPS ( Frame per Second ) ของแรมแบบ Dual channel นั้นมีค่าเฉลี่ยที่สูงกว่า Single Channel แบบเห็นได้ชัดเลยก็ว่าได้ ดังนั้นถ้าต้องการให้แรมสามารถทำงานได้อย่างดีที่สุดในโหมด multichannel ก็ควรใช้แรมที่มีสเปคเดียวกันไปเลย เพราะค่า Timing ในเม็ดแรมจะได้เหมือนกัน ไม่ทำงานเหลื่อมล้ำกันนั่นเอง

ข้อนี้สำคัญมาก เมนบอร์ดในปัจจุบัน จะมีสีบอกความแตกต่างของชุดแรมที่จะใส่ร่วมกัน โดยบอร์ด Dual Channel ที่มีแรมอยู่ 4 สล็อตจะมีสีที่เหมือนกันอยู่ถ้าอยากให้แรมทำงานแบบ Dual Channel แค่ใส่ให้ตรงสีกันก็เพียงพอแล้ว

Latency และ Timing คืออะไร?

    Latency คือ ความหน่วงเวลา หรือถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆก็ระยะเวลาในการเข้าถึงข้อมูลภายในแรมนั่นเอง โดย Latency ตัวนี้ถ้ามีค่ามากก็จะยิ่งเข้าถึงข้อมูลได้ช้านั่นเอง เปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆก็คือ เหมือนเราขับรถผ่านด่านตรวจโควิด ถ้าระบบมีการตรวจที่ว่องไว Latency ต่ำก็จะไปยังจุดหมายได้ไวยิ่งขึ้น ถ้าระบบชักช้าหรือ Latency สูงก็จะทำให้เราไปถึงจุดหมายได้ยากนั่นเอง

 

 

    Timing คือค่าที่พบบนสติ๊กเกอร์ซิงค์ที่ติดอยู่บนแผงของ RAM ส่วนมากจะเป็นค่าตัวเลข 4 ตัว เช่น 16-18-18-36 ซึ่งแต่ละค่าก็จะบอกประสิทธิภาพของตัวแรมนี้ว่ามีประสิทธิภาพขนาดไหนนั่นเอง

    เราจะขอพูดถึง CAS Latency หรือ CL เลขข้อมูลชุดตัวหน้าของค่าตัวเลขกันอย่างเดียวนะครับ ในส่วนของ Trcd , Trp และ Tras จะขอข้ามไปก่อนนะครับ   CAS Latency  คือ ค่าที่บ่งบอกถึงความล่าช้าในการส่งข้อมูลในแรม ที่มีหน่วยเป็น Clock Cycle หรือสัญญาณนาฬิกา เช่น ถ้า CL = 14 แสดงว่ามีการส่งออกข้อมูลจากแรมมีความหน่วงเวลา 14 รอบสัญญาณนาฬิกา ซึ่งถ้ามีน้อยมากก็แสดงได้ว่า RAM ของเรานั้นส่งค่าไปประมวลสัญญาณได้ไวยิ่งขึ้นนั่นเอง
    อ้าว บางรุ่นมี CL เท่ากันแต่มี Bus ต่างกันมันจะส่งผลถึงความเร็วไหม ต่างแน่นอนครับ ซึ่งสามารถคำนวณหา สัญญาณนาฬิกาจริงๆได้ด้วยสูตร ( CL / BUS ) x 2000 = Latency (ns) นั่นเอง โดยจะสามารถดูค่า CL คร่าวๆได้ตามตารางด้านล่างนี้นั่นเอง


ถ้าเราอยากซื้อ RAM ต้องดูอะไรบ้าง

1.ความจุ ( Capacity : GB )

    ความจุนั้นสำคัญไฉน ? ความจุคือพื้นที่ในการฝากข้อมูลการรันประมวลผลของ CPU ถ้าเรามีพื้นที่ในความจุน้อยก็จะส่งผลให้การส่งถ่ายข้อมูลในการทำงานได้น้อยลง มีประสิทธิภาพในการทำงานที่ถดถอยลงไปอย่างเห็นได้ชัด แล้วเท่าไหร่หละถึงคิดว่าจะเหมาะสม โดยการทำงานทั่วๆไปนั้น 8 GB ก็ถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับการทำงานเอกสาร Microsoft Office ทั่วๆไปรวมไปถึงการดูหนังฟังเพลง ดูซีรี่ย์อ่านการ์ตูน ท่องโลกอินเทอร์เน็ต แต่ในการทำงานที่สูงขึ้นหรือใช้งานที่เริ่ม Advanced ยิ่งขึ้นนั้นบอกได้เลยว่า 8 GB นั้นอาจจะไม่เพียงพอต่อการทำงานได้ ถ้าเรามีงบพอก็แนะนำให้ตั้งต้นไว้ที่ 16 GB ไปเลยเพราะค่อนข้างที่จะเพียงพอต่อการใช้งานแทบทุกอย่างแล้ว 

2.ความเร็วบัส ( Bus Speed ) 

       บัสในที่นี้ไม่ได้แปลว่ารถเมล์ ถึงแม้จะทำหน้าที่ในการขนส่งเหมือนกัน แต่ผู้โดยสารของบัสนี้คือ ข้อมูลอิเล็กโทรนิกส์นั่นเองหรือพูดง่ายๆ ตัวเลขนี้ก็คือค่าแสดงความเร็วในการส่งสัญญาณข้อมูลจากไปยังส่วน CPU นั่นเอง มีค่าบอกไว้เช่น 2133 MHz, 2400 MHz หรือ 3200 MHz เป็นต้น ยิ่งถ้าเราใช้บัสที่สูงมากอัตราความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลก็จะมากตามขึ้นไปด้วยนั่นเอง

3. DDR 

    คนประกอบคอมบางคนหลังอ่านบทความนี้จบก็ถึงกับอ๋อบางคนอาจจะเตรียมตัวเข้าไปสั่ง RAM ออนไลน์มาใช้งานเพิ่มที่บ้านแต่ดันไม่รู้ว่าคอมตัวเองใช้ DDR ไหนเผลอสั่งผิด DDR ก็ไม่สามารถใช้ด้วยกันได้นะ โดยปัจจุบันเนี่ย RAM จะอยู่ที่ DDR4 ตั้งแต่ Intel  Socket LGA 1151 หรือ Gen 6 เป็นต้นไปที่สามารถรองรับการใช้งาน DDR4 ได้ถ้ารุ่นต่ำกว่านั้นก็คงต้องใช้ DDR3 (ซึ่งหาซื้อได้ยากมากแล้วสำหรับมือ 1 ) นั่นเอง 

4. CAS LATENCY (CL) 

            หรือค่าความหน่วงเฉลี่ยในการเข้าถึงข้อมูลนั่นเอง ตามที่ได้อธิบายไปข้างต้นในหัวข้อเรื่องของ Latency & Timing นั่นเองถ้าตัวเลขยิ่งน้อยหมายถึงยิ่งมีความไวในการเข้าถึงข้อมูลได้ไวยิ่งๆขึ้นนั่นเอง


5. สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด

             ณ ปัจจุบันใครๆก็คงเห็น Everything are RGB กันไปแล้ว RAM เองก็มีหลายๆแบรนด์ทำ RAM ออกมาพร้อมซิงค์ไฟ RGB เช่นกัน ถามว่ามันทำให้คอมแรงขึ้นไหม จริงๆก็ไม่ได้ช่วยนะครับ เพียงแต่ทำให้คอมสวยงามเพิ่มขึ้นเพียงเท่านั้น

             หลังจากอ่านบทความนี้จนจบคิดได้ว่าทุกคนที่ได้เข้ามาอ่านบทความนี้น่าจะพอเข้าใจในเรื่องของแรมมากขึ้น และ น่าจะสามารถตัดสินใจได้นะว่าแรมแบบไหนเหมาะกับเราที่สุดกันแน่ ดังนั้นเรามาเลือกซื้อแรมดีๆที่ ComputeAndMore กันนะครับ