ARTICLE & REVIEW LIST

Article / Review

images/2865f711-acdb-4112-8930-671d2fa81ab3.jpg

เจาะลึกความรู้ในการเลือก Monitor ให้คอมพิวเตอร์ยังไงให้คุ้ม สุดปัง!

Posted 31.03.2020 | รอบรู้เรื่องคอมพิวเตอร์

          จอคอมพิวเตอร์หรือ Monitor เรียกได้ว่าเป็นอุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่งที่มีวาระในการใช้งานค่อนข้างนาน แม้จะมีการประกอบหรือเปลี่ยนสเปกภายในคอมพิวเตอร์หลายๆครั้ง แต่จอก็ยังคงสามารถใช้งานจอเดิมได้ ดังนั้นจะเป็นไรไปหละ ถ้าเราจะลงทุนดีๆ เพื่อจอที่เหมาะกับการใช้งานของเรา ไม่ว่าจะเล่นเกม ทำงานกราฟฟิค ตัดต่อ หรือ ดูหนัง ให้ครั้งเดียวแล้วตอบโจทย์ คุ้ม ใช้ยาวๆ ไปเลย วันนี้  ComputeAndMore พาไปดูความแตกต่างของแต่ละชนิดกันว่าแบบไหนเหมาะกับอะไรที่สุด

          ในการเลือกซื้อจอแต่ละครั้งแล้ว นอกจากราคาและรูปทรงที่เรานำมาใช้ในการพิจารณาซื้อจอมาใช้งาน ยังมีหลักเกณฑ์ในการเลือกจออีกต่างๆ มากมายแล้วหลักเกณฑ์ที่ว่ามันมีอะไรบ้างหละ วันนี้ เค้า ComputeAndMore จะมาบอกหลักในการเลือกจอกันเลยว่าต้องดูจากอะไรบ้าง เรามาดูกันเลย

ประเภทของ Panel ในจอต่างมีอะไรบ้าง ? 

          1. จอประเภทแรก คือ จอ Panel แบบ Twisted Nematic  ( TN ) เป็นจอแสดงผลที่มีราคาไม่แพงและง่ายต่อการผลิต แต่ถ้าพูดถึงคนที่ต้องการ  ภาพและสีที่มีคุณภาพจะไม่ถือว่าเด่นสักเท่าไหร่ เรียกว่าอยู่ในระดับกลางๆ ค่อนไปล่าง อีกทั้งจอนี้ยังมีมุมมองที่แคบที่สุดอีกด้วย ถ้าเรามองด้านบนจะทำให้จอเห็นลางๆ มองจากด้านข้างสีอาจจะเลื่อนหรือเปลี่ยนไป มองจากข้างล่างมักจะมืด สาเหตุเกิดมาจากเทคโนโลยีของ TN นั้นมีการบิดของแสงผ่านตัวกรองหลายชั้นทำให้แสงที่ออกมานั้นชัดเจนแค่หน้าตรงด้านเดียว แต่จุดเด่นที่จอ TN ทำได้ดีมากๆ นั่นคือ Respond Time นั่นเอง โดยส่วนมากจอประเภท TN จะพบเห็นได้ตามจอเล่นเกมที่มี Refresh rate สูงๆ และเป็นจอตัวเลือกแรกๆของเกมเมอร์เลยก็ว่าได้ และยังสบายตาอีกด้วย
          2. จอประเภทที่สอง คือ จอ Panel แบบ  Vertical Alignment (VA) แปลเป็นไทยคือจอภาพที่มีการเรียงเม็ดพิกเซลแบบเป็นแท่นตรงเรียงต่อกัน โดยถ้าพูดถึงคุณภาพสีจะถือได้ว่าจอ VA นั้นทำได้ดีกว่า TN แต่ยังคงด้อยกว่า IPS อยู่ดี ถ้าพูดถึงมุมมองด้านบนด้านข้างด้านล่างยังมีการเปลี่ยนแปลงของสีบ้าง ทำให้สีเพี้ยน  แต่ยังถือว่ากว้างกว่าของ TN อยู่ แต่ข้อดีของจอประเภทนี้คือ มี Contrast นั้นดีที่สุดที่ทำให้สีดำนี่เรียกว่าดำสนิทเลย โดยปกติ Contrast  ratio ของจอ TN และ IPS อยู่ราวๆ 1000: 1 แต่ จอ VA รุ่นล่าง จะอยู่ราวๆ 2000 : 1 ซึ่งเหมาะมากกับการดูหนัง ครับ โดยภาพรวมแล้วเรียกว่าอยู่ระหว่างกลางของ TN และ IPS นั่นเอง
          3. จอประเภทที่สาม คือ จอ Panel แบบ IN-Plane Switching (IPS) มีโครงสร้างเรียกพิกเซลเป็นรูปทรงบั้งวางเรียงกัน ทำให้มีมุมมองรับชมที่กว้างมองจากมุมไหนก็ตามสีไม่เพี้ยน โดยมีมุมมองอยู่ที่ 178/178 องศา อีกทั้งเป็นจอแข็ง เอานิ้วลูบไม่เกิดลายน้ำแต่ถ้าเทียบในรายละเอียดในที่มืดและการคุม Contrast ยังเป็นรอง จอ Panel แบบ VA โดยส่วนมากจอแบบนี้จะเป็นที่นิยมสำหรับงานกราฟฟิค อินทีเรียที่ต้องการความละเอียดของสีที่ค่อนข้างสูง 

COLOR GAMUT 

          Color Gamut  คงเป็นคำที่เกมเมอร์ทั้งหลายอาจจะไม่ค่อยคุ้นหู และไม่รู้ว่าใช้ทำอะไรแต่สำหรับคนที่ทำงานกราฟฟิค อินทีเรีย หรือ งานที่ต้องใช้ความแม่นยำเรื่องสี ชื่อนี้แทบจะเรียกได้ว่าคุ้นหู คุ้นปากกันมากๆ โดย Color Gamut  คือ ขอบเขตของสี นั่นเอง  โดยจอที่สามารถ แสดงขอบเขตสีได้กว้างเราจะเรียกกันว่าจอแบบ  Wide gamut นั่นเอง  หมายความว่าถ้าเราต้องการใช้งาน เกี่ยวกับให้เห็นสีออกมาเหมือนจิงที่สุดกว้างที่สุด จำเป็นต้องเลือกจอที่มีค่า Color Gamut  สูงๆนั่นเอง  โดยระบบสีที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ หลักๆ มีสามระบบคือ
                -  sRGB  สีที่ใช้เป็นมาตรฐานกับจอคอมพิวเตอร์ทั่วไป กล้องดิจิตอล สแกนเนอร์ อุปกรณ์หลายชนิดถูกเซ็ตค่าให้ใช้สี sRGB เอาไว้
                -  Adobe RGB สำหรับคอกราฟิกที่ใช้โปรแกรมจากค่าย Adobe หลายคนทำงานกราฟิกโดยใช้ Photoshop, Illustrator, InDesign ทำงานงานกราฟิกสิ่งพิมพ์ แต่งภาพ ต้องการระบบสีที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ตั้งแต่คนออกแบบไปจนจบที่โรงพิมพ์
                - NTSC  ย่อมาจาก National Television Starndard committe หรือก็คือ มาตราฐารของโทรทัศน์ทั่วโลกนั่งเอง โดยมีการสร้างขึ้นเพื่อให้ผู้ผลิตทั้งหลายต่างยึดถือในการสร้างโทรทัศน์ให้มีสีทีใกล้เคียงกับ Adobe RGB นั่นเอง   
        บางคนอาจจะเคยไปเลือกซื้อจอแล้วเจอ  Adobe RGB Color Gamut 75% กับ 97% มันก็เกิดคำถามมันต่างกันยังไง  คำตอบคือ จอทั้งสองรุ่น ตัวหนึ่งสามารถแสดงสีระบบ  Adobe RGB  ได้เพียง 75% จาก 100%  ส่วนอีกรุ่นแสดงสีได้ถึง 97% จาก 100%  นั่นเอง

REFRESH RATE คืออะไร ? 


        Refresh rate คือ ค่าที่บอกว่าจอภาพนั้น สามารถแสดงภาพนิ่งได้กี่เฟรมภายใน 1 วินาที  หรือ คนที่นิยมเรียกกันว่า เฟรมเรท ( Frame Rate : Fps ) นั่นเอง โดยจอภาพทั่วๆไปจะมี Refresh rate อยู่ที่ 60 Hz ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานในทีวีนั่นเอง  โดยจอที่สามารถผลักดัน Refresh rate ได้สูงสุดนั่นคือจอPanel แบบสูงสุดนั่นคือจอแบบ TN นั่นเอง โดย ณ เวลานี้จอ TN สามารถดันได้สูงสุดถึง 360 Hz เลยทีเดียว ในขณะที่จอ VA ดันได้สูงสุดที่ 200 Hz ในรุ่นตัวท็อป และ IPS ดันได้แค่ 165 hz เท่านั้น นั่นเอง  ซึ่งถามว่าถ้า Refresh rate สูงขึ้นจะมีดีอย่างไร นั่นคือเราจะเห็นภาพต่อวินาทีนั้นลื่นสบายตาและภาพสมูทกว่านั้นเอง

สิ่งเพิ่มเติม ที่ควรดูก่อนซื้อจอ

          - Resolution (ความละเอียดจอภาพ) เลือกให้เหมาะสมกับการใช้งานของคุณ ถ้าคุณอยากดื่มด่ำภาพที่มีความละเอียดสูง ก็ควรเลือกความละเอียด 2K หรือ 4K ขึ้นไป
          - อัตราส่วนของภาพ ก็คือความกว้างขอจอภาพ ถ้าคุณชอบทำงานแบบ  Multi-task (ทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน เปิดหลายโปรแกรมในคราวเดียวกัน) ก็ควรเลือกจอแบบ UltraWide ทีมีความยาวมากกว่าจอปกติ   แต่ถ้าจอที่ใช้ในการทำงานทั่วๆไปดูหนัง ฟังเพลง   เล่นเกม แค่ 16 : 9 แบบจอ ณ ปัจจุบันก็ถือว่าเพียงพอแล้ว   
 


เทคโนโลยี G-Sync, FreeSync ลดการเลื่อมล้ำของภาพ

          ก่อนจะเข้าเรื่องนั้นต้องมีการอธิบายถึงปัญหาการเลื่อนล้ำ (Screen Tearing) ของการแสดงผลระหว่างตัว การ์ดจอ กับหน้าจอของเรา เมื่อทั้ง 2 อย่างนี้มันประมวลผลและแสดงผลแบบที่ไม่ตรงกัน เช่น ค่า FPS ในเกมที่ได้จากการ์ดจอเร็วกว่าค่า Refresh Rate ของจอแสดงผล  มันจะเกิดผลขึ้นที่หน้าจอของเรา ด้วยการแสดงภาพแบบเลื่อมล้ำออกมา โดยเฉพาะกับเกมพวกแนว FPS หรือเกมที่มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ยิ่งโดยเฉพาะเวลาที่มี Effect การประมวลผลเยอะ จะเกิดปัญหานี้มากขึ้นตามไปด้วย ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพเลยก็คือ สมมุติว่าเราเล่นเกมแล้วได้ค่า FPS ที่ประมวลผลจาก การ์ดจอออกมาที่ 120 FPS แต่ตัวจอของเรารองรับได้แค่ 60 Hz เท่ากับว่า ใน 1 วินาทีนั้นการ์ดจอจะเขียนภาพออกมา 120 ภาพ แต่ตัวจอแสดงผลได้แค่เพียง 60 ภาพเท่านั้น (แสดงผลได้แค่ครึ่งหนึ่ง) ด้วยความแตกต่างนี้แหละจึงทำให้เกิดอาการภาพเลื่อมล้ำออกมาได้นั่นเอง
          จึงทำให้เกิดวิธีการแก้ปัญหานี้ด้วยระบบที่เรียกว่าการ Sync ระหว่างการ์ดจอเข้ากับตัวหน้าจอ (Monitor) ทำให้ปัญหา Tearing นี้หมดไป เพราะมันจะบังคับค่า FPS ให้นิ่งอยู่ที่ค่าใดค่าหนึ่ง เพื่อให้ตรงกับค่า Refresh Rate ที่หน้าจอนั่นเอง หากให้อธิบายง่ายก็คือระหว่างที่การ์ดจอวาดเส้นๆ หนึ่งออกมา ตัวหน้าจอก็จะแสดงเส้นนั้นออกมาจริงๆ ในเวลาที่พร้อมกัน  ไม่มีการเลื่อมล้ำของภาพ และปัญหาการ Tearing ก็หมดไปนั่นเอง สำหรับจอคอมระดับ TOP ก็จะมีเทคโนโลยีเฉพาะออกมาเพื่อแก้ปัญหาการ Tearing ของภาพให้หมดไป อย่าง Free-Sync และ G-Sync แต่ก็แลกมาด้วยราคาของจอที่สูงเพิ่มมากขึ้นยิ่งกว่าจอเดิมๆ

เทคโนโลยีในการ Sync มีอะไรบ้าง ?

         V-Sync : อันนี้คาดว่าหลายคนน่าจะเคยได้ยินหรือรู้จักกันดี เพราะมันคือการ Sync แบบปกติที่มีให้เลือกในเกมอยู่เป็นประจำ แต่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการ V-Sync นี้ เนื่องด้วยเพราะว่า ถึงแม้มันจะบังคับให้ FPS และ Refresh Rate เท่ากัน ตัดปัญหาการ Tearing ไปได้ก็จริง แต่ผลที่ตามมาก็คือเกิด Respone time ที่มากจนเกินไป หรือที่เราเรียกว่า Lag นั่นแหละ อาการนี้จะแสดงออกอย่างชัดเจนเลย เวลาที่เราเลื่อนเมาส์จริง แต่ในจอคอมกว่ามันจะเลื่อนก็รู้สึกถึงความช้า ทำให้มันตอบสนองต่อการขยับตัวละครของเราไม่ตรงความจริง อาจจะช้ากว่า 0.5 – 1 วินาที เล่นเกมแล้วจะรู้สึกไม่สนุกเป็นอย่างมาก สู้ยอมให้มันเกิดการ Tearing บ้างจะดีเสียกว่าอีก แต่ตัวละครของเราขยับตรงตามที่เรากดจริง
Adaptive-Sync : การ Sync แบบนี้จะทำให้ค่า Refresh Rate ของจอตรงกับค่า FPS ที่ได้จาก GPU และการ Adptive-Sync นั้นเป็นจุดเริ่มต้นของเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า Free-Sync ของทาง AMD สำหรับ Adptive-Sync นั้นสามารถใช้ได้กับ AMD และ CPU ของ Intel บางตัว ส่วนทางด้าน Nvidia ไม่รองรับระบบ Adptive-Sync
         Free-Sync : ต้องบอกเลยว่า Free-Sync นั้นรองรับเฉพาะแค่การ์ดจอของทางค่าย AMD เท่านั้น อย่างที่ได้บอกไปว่ามันจะทำการปรับให้ตัวค่า Refresh Rate ของหน้าจอเข้ากับตัวการ์ดจอ ทำให้การแสดงผลออกมาตรง และตัดปัญหาเรื่องการ Lag ใน     V-Sync ออกไป เท่ากับว่าหากใช้ Free-Sync นั้นเราจะเล่นเกมได้โดยที่ไม่เกิดการเลื่อมล้ำของภาพและมีค่า Respone Time ที่ต่ำตามสเปคของหน้าจอเราเลย
         G-Sync : อันนี้เป็นเทคโนโลยีของทางด้าน Nvidia แทน โดยใช้ได้กับเฉพาะการ์ดจอของทาง Nvidia ผลที่ได้เมื่อใช้เทคโนโลยีนี้ก็คือ ตัดปัญหา Tearing ออก และได้ค่า Respone Time ที่ตรงตามจอ Monitor นอกจากนั้น Nvidia ยังมี Sync อีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า Fast Sync ติดมาในการ์ดจอของทาง Nvidia เลยที่จะทำงานเมื่อค่า FPS ทะลุเกินค่า Refresh Rate ของจอ


ปล. สุดท้ายสรุปแบบสั้นๆ

          หลังจากที่อ่านบทความมายืนยาวคงเกิดคำถามแล้วสรุปจอไหนดีที่สุดหละ คำตอบคือขึ้นอยู่ที่การใช้งานของเราล้วนๆครับ เพราะแต่ละจอก็จะมีข้อดีแตกต่างกันออกไป ซึ่งทาง ComputeAndMore สรุปได้ดังนี้
                จอ TN : เรื่องภาพและสี นั้นแย่ที่สุดแต่มีข้อได้เปรียบในเรื่องของ Refresh rate และ การตอบสนอง เหมาะมากกับการเล่นเกมที่มีการเปลี่ยนฉากไวๆเช่นเกม FPS, MMORPG นั่นเอง
                 จอ VA : อยู่ในระดับกลางๆทุกเรื่องเรียกว่าเป็น TN เวอร์ชั่นอัพเกรดที่ตัดเรื่องเด่นอย่าง Refresh rate ออกแล้วเพิ่มจุดเด่นเรื่อง Contrast Ratio เข้ามาแทน เหมาะกับคนที่ดูหนัง หรือ เล่นเกมที่เป็นแนว Story walkthrough นั่นเอง
                 จอ IPS : จุดเด่นคือเรื่องสี สีสวยมาก เหมาะสำหรับคนทำงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับกราฟฟิคด้วยประการทั้งปวงเพราะจอนี้ไม่มีจุดเด่นในเรื่องของ Refresh rate สูงๆ แค่ 60 Hz ก็เพียงพอต่อการทำงานแล้ว